
ถ้าพูดถึงการชงกาแฟที่บ้านแบบจริงจังขึ้นมาหน่อย คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงโมก้าพอทกับเครื่องดริปเป็นอันดับแรกๆ ใช่ไหมครับ?
ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ลังเลมากๆ เหมือนกัน เพราะดูจากรีวิวก็ดีทั้งคู่ ราคาเองก็ไม่ได้ต่างกันจนตัดสินใจไม่ได้ สุดท้ายก็เลยต้องลองทั้งสองแบบถึงจะรู้ว่าแต่ละอันมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง ซึ่งจากประสบการณ์ตรงที่ลองผิดลองถูกมา ผมสรุปเป็น 3 ประเด็นหลักๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือกแบบไหนครับ
รสชาติที่ได้: เข้มข้น vs. นุ่มนวล
นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่เราต้องตัดสินใจก่อนเลยว่าชอบกาแฟแบบไหน
- โมก้าพอท: รสชาติจะออกไปทางเข้มข้น จัดจ้าน คล้ายเอสเพรสโซ่ แต่ไม่เท่าซะทีเดียว ครีม่าที่ได้อาจจะไม่หนาเท่าเครื่องชงเอสเพรสโซ่แรงดันสูงๆ แต่ก็ถือว่ามีบอดี้ที่หนักแน่น หอมกลิ่นกาแฟชัดเจน เหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟดำเข้มๆ หรือเอาไปผสมนมทำลาเต้ คาปูชิโน่ ก็เข้ากันดี
- เครื่องดริป: รสชาติจะออกไปทางนุ่มนวลกว่า บอดี้เบาบางกว่าโมก้าพอท ทำให้เราสามารถสัมผัสถึงรสชาติเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิดได้ชัดเจนกว่า เช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นดอกไม้ หรือความเปรี้ยวบางๆ ที่ซ่อนอยู่ เหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟดำแบบละเมียดละไม อยากจะดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟแท้ๆ หรือคนที่อยากจะลองชงกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่มีคาแรคเตอร์ของตัวเอง
ความยากง่ายในการชงและเวลาที่ใช้
เรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เพราะบางทีเราอยากดื่มกาแฟอร่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีเวลาหรือความอดทนมากนัก
- โมก้าพอท:
- ความง่าย: ค่อนข้างง่ายครับ แค่เติมน้ำด้านล่าง ใส่ผงกาแฟด้านบน ปิดฝา แล้วนำไปตั้งบนเตา พอเดือดน้ำก็จะดันผ่านกาแฟขึ้นมา ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะแยะ
- เวลา: เร็วมากๆ ประมาณ 3-5 นาทีก็ได้กาแฟร้อนๆ แล้วครับ เหมาะสำหรับวันเร่งรีบ
- ข้อควรระวัง: อย่าใช้ไฟแรงเกินไป จะทำให้กาแฟไหม้และขมได้ หรือใช้ผงกาแฟที่บดละเอียดเกินไป อาจทำให้น้ำไม่สามารถดันขึ้นมาได้สะดวก
- เครื่องดริป:
- ความง่าย: ซับซ้อนกว่าโมก้าพอทเล็กน้อย ต้องอาศัยเทคนิคในการรินน้ำร้อนให้ทั่วผงกาแฟอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสกัดรสชาติออกมาให้ดีที่สุด แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ ก็จะชำนาญไปเองครับ
- เวลา: ใช้เวลานานกว่าโมก้าพอทพอสมควร ประมาณ 5-8 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณกาแฟและเทคนิคการดริป
- อุปกรณ์เสริม: อาจจะต้องมีกาต้มน้ำที่มีพวยกาแบบคอห่าน (Gooseneck Kettle) เพื่อควบคุมการรินน้ำ และเครื่องบดกาแฟดีๆ สักตัว เพื่อให้ได้ผงกาแฟที่บดสม่ำเสมอ ซึ่งมีผลต่อรสชาติอย่างมาก
งบประมาณและอุปกรณ์ที่ต้องมี
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่องเงินครับ
- โมก้าพอท:
- ราคา: ตัวโมก้าพอทเองราคาไม่แพงครับ เริ่มต้นแค่ไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงพันกว่าบาท
- อุปกรณ์อื่นๆ: ที่บดกาแฟ (ถ้าอยากบดเอง) และเตา (แก๊สหรือไฟฟ้า) แค่นี้ก็พร้อมชงแล้วครับ
- เครื่องดริป:
- ราคา: ตัวดริปเปอร์เองก็ไม่แพงครับ แต่ถ้าอยากได้คุณภาพดีๆ หรือมีดีไซน์สวยๆ ก็อาจจะแพงขึ้นหน่อย
- อุปกรณ์อื่นๆ: อันนี้แหละที่อาจจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เช่น กาต้มน้ำคอห่าน (ราคาหลักร้อยถึงหลักพัน), เครื่องบดกาแฟ (สำคัญมาก ถ้าอยากได้กาแฟอร่อยจริงจัง ควรลงทุนกับเครื่องบดดีๆ หน่อย), กระดาษกรอง, และตาชั่งดิจิทัล (ช่วยให้ได้สัดส่วนที่แม่นยำ) ซึ่งรวมๆ แล้วงบอาจจะสูงกว่าโมก้าพอทพอสมควร
สรุปง่ายๆ คือ ถ้าชอบกาแฟเข้มๆ ชงเร็วๆ ไม่ต้องพิถีพิถันมากนัก โมก้าพอทคือคำตอบที่ดีครับ แต่ถ้าชอบกาแฟรสชาติซับซ้อน นุ่มนวล อยากดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟพิเศษ และมีเวลาให้กับการชง เครื่องดริปก็จะตอบโจทย์มากกว่า
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพดีและบดสดใหม่ครับ รับรองว่ากาแฟที่บ้านจะอร่อยไม่แพ้ร้านเลยทีเดียว ส่วนใครที่อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมแบบเจาะลึกเกี่ยวกับการเลือกอุปกรณ์ชงกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นโมก้าพอทหรือดริป ลองเข้าไปอ่านต่อที่ KitzYou ได้เลยครับ เขามีข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจมากๆ เลย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น