
สารภาพเลยว่าช่วงนึงฉันก็เคยหลงทางไปกับเครื่องใช้ไฟฟ้าจิ๋วในครัวมาเยอะ พวกรีวิวสวยๆ หรือคลิปทำอาหารที่ออกมาดูดี๊ดี มันช่างยั่วยวนเหลือเกิน หนึ่งในนั้นก็คือ เครื่องทำวาฟเฟิลแซนด์วิช นี่แหละค่ะ ตอนแรกก็คิดว่า เฮ้ย! ต้องมีแล้ว ชีวิตจะได้ง่ายขึ้นเยอะ สุดท้ายก็จบลงที่วางทิ้งไว้เป็นของประดับครัวซะส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเครื่องหรอกนะ บางเครื่องก็กลายเป็นลูกรักที่ใช้บ่อยจนคุ้มค่าตัวไปแล้วเหมือนกัน
จากประสบการณ์ตรงที่ซื้อมาลองผิดลองถูกเองนี่แหละ ฉันเลยอยากจะมาแชร์ให้ฟังว่าไอ้เครื่องทำวาฟเฟิลแซนด์วิชเนี่ย มันคุ้มจริงหรือแค่ของที่เก็บฝุ่นกันแน่
ปัญหาคลาสสิก: ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้
ปัญหาแรกที่เจอบ่อยสุดๆ คือความตื่นเต้นตอนแรกมันเยอะไง ซื้อมาปุ๊บก็ลองทำปั๊บ แต่พอผ่านไปสักพัก ความขยันก็เริ่มลดลง สุดท้ายก็วางทิ้งไว้ ลองสังเกตตัวเองดูนะว่าคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า
- ทำแค่ช่วงแรก: สัปดาห์แรกนี่ขยันสุดๆ ทำทุกเช้า แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สาม ก็เริ่มรู้สึกว่าขั้นตอนมันเยอะไปหน่อยมั้ย?
- ไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์: ตอนซื้อคิดว่าจะมีเวลาทำอาหารเช้าสวยๆ แต่ชีวิตจริงคือรีบจัดจนไม่มีเวลาแม้แต่จะตอกไข่
- ทำความสะอาดยาก: บางรุ่นทำความสะอาดลำบากมาก คราบแป้ง คราบเนยติดแน่น ต้องขัดนานๆ นี่แหละตัวการที่ทำให้ขี้เกียจใช้
เลือกแผ่นพิมพ์แบบถอดเปลี่ยนได้ คุ้มค่ากว่าเยอะ
สิ่งหนึ่งที่ฉันเรียนรู้คือ ถ้าเลือกเครื่องที่เปลี่ยนแผ่นพิมพ์ได้ มันคุ้มค่ากว่าแบบที่เป็นแผ่นเดียวตายตัวเยอะมากกกก
ใช้งานได้หลากหลายกว่า
จากเดิมที่ทำได้แค่วาฟเฟิล ก็ทำแซนด์วิชได้ ทำโดนัทจิ๋วได้ หรือแม้แต่แพนเค้กก็ยังได้เลยค่ะ ทำให้เราไม่เบื่อง่าย และมีเมนูใหม่ๆ ให้ลองตลอด เวลาอยากกินอะไรก็หยิบออกมาทำได้ทันที ไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ให้เปลืองพื้นที่
ทำความสะอาดง่ายกว่ามาก
นี่คือจุดสำคัญที่สุด! แผ่นพิมพ์ที่ถอดได้ ทำให้ล้างง่ายกว่าแบบที่ติดกับตัวเครื่องเยอะมากๆ แค่ถอดออกมาล้างใต้ก๊อก หรือบางรุ่นก็เข้าเครื่องล้างจานได้เลยด้วยซ้ำ พอทำความสะอาดง่าย เราก็จะมีกำลังใจหยิบมาใช้บ่อยขึ้นเองค่ะ
กำลังไฟและฟังก์ชันเสริม: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลลัพธ์
บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องกำลังไฟ แต่จากประสบการณ์แล้ว มันส่งผลต่อเวลาในการทำและความกรอบของอาหารมากๆ เลยนะ
กำลังไฟ 700-900 วัตต์ คือจุดที่พอดี
เครื่องที่กำลังไฟต่ำกว่า 700 วัตต์ มักจะใช้เวลานานกว่าจะร้อน และวาฟเฟิลที่ได้ก็อาจจะไม่ค่อยกรอบเท่าที่ควร ส่วนเครื่องที่กำลังไฟสูงกว่า 900 วัตต์ ก็จะร้อนเร็วมาก อาจจะเหมาะกับคนที่ต้องการความรวดเร็วสุดๆ แต่สำหรับใช้งานในบ้าน 700-900 วัตต์ กำลังดีเลยค่ะ รอไม่นานเกินไป และอาหารก็ออกมาสุกทั่วถึง กรอบนอกนุ่มในกำลังดี
มีไฟแสดงสถานะพร้อมใช้งาน
ฟังก์ชันเล็กๆ ที่มีประโยชน์มาก คือไฟที่บอกว่าเครื่องร้อนพร้อมใช้งานแล้ว หรือไฟที่บอกว่าอาหารสุกแล้ว ช่วยให้เรากะเวลาได้ถูก ไม่ต้องคอยเปิดดูบ่อยๆ และยังช่วยป้องกันไม่ให้อาหารไหม้ด้วยค่ะ
ถามตัวเองก่อนซื้อ: คุ้มกับค่าใช้จ่ายต่อครั้งไหม?
นี่คือทริคที่ฉันใช้ตัดสินใจเสมอว่าของชิ้นนั้นคุ้มค่าที่จะซื้อไหม
- ลองคำนวณราคาต่อครั้ง: สมมติว่าเครื่องราคา 1,000 บาท คุณตั้งใจจะใช้ 100 ครั้ง เท่ากับว่าคุณจ่ายครั้งละ 10 บาทสำหรับการใช้เครื่องนี้ ถ้าคุณใช้แค่ 10 ครั้ง คุณจ่ายครั้งละ 100 บาท ซึ่งอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่
- ดูว่ามีเมนูอื่นให้ทำไหม: ถ้าเครื่องนั้นทำได้แค่วาฟเฟิลอย่างเดียว โอกาสที่จะใช้บ่อยๆ ก็จะน้อยลง แต่ถ้าทำได้หลายอย่าง เช่น วาฟเฟิล แซนด์วิช และมีแผ่นพิมพ์อื่นๆ ให้เปลี่ยน ก็จะเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนได้เยอะเลยค่ะ
สรุปคือ เครื่องทำวาฟเฟิลแซนด์วิชจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของเราจริงๆ ค่ะ ถ้าคุณเป็นคนชอบทำอาหารเช้า มีเวลา และชอบลองอะไรใหม่ๆ การเลือกเครื่องที่มีแผ่นพิมพ์ถอดเปลี่ยนได้ กำลังไฟเหมาะสม และมีฟังก์ชันช่วยอำนวยความสะดวก ก็จะทำให้เครื่องนี้กลายเป็นเพื่อนซี้ในครัวที่ใช้บ่อยจนคุ้มค่าตัวไปเลย แต่ถ้าคุณเป็นสายรีบเร่ง ไม่ค่อยมีเวลา หรือขี้เกียจล้าง แนะนำให้คิดให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ หรือลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เครื่องทำวาฟเฟิล แซนด์วิช เพื่อประกอบการตัดสินใจก็ได้ค่ะ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น