ขวดน้ำลูก วัสดุไหนปลอดภัย? สัญญาณเตือนที่แม่ต้องรู้ว่าถึงเวลาเปลี่ยน!

ขวดน้ำเด็ก วัสดุปลอดภัยดูตรงไหน และสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน

ช่วงที่ลูกยังเล็ก ขวดน้ำเป็นอะไรที่ใช้บ่อยมาก ๆ ค่ะ และด้วยความที่ลูกเราอยู่ในวัยกำลังเรียนรู้ บางทีก็กัดบ้าง ขว้างบ้าง กว่าจะรู้ตัวอีกทีขวดก็เริ่มมีรอยแล้ว เลยเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่เหมือนกันว่าวัสดุไหนดี ขวดแบบไหนถึงจะปลอดภัยกับลูกจริง ๆ แล้วเมื่อไหร่ที่เราควรเปลี่ยนขวดน้ำใหม่กันนะ? วันนี้อยากมาเล่าประสบการณ์ตรงที่ได้ลองผิดลองถูกมาให้ฟังค่ะ

เช็กยังไงว่าขวดน้ำเด็กของเรา “ปลอดภัย”

ตอนแรก ๆ ก็งงเหมือนกันค่ะว่าขวดน้ำเด็กที่วางขายเยอะแยะไปหมด เราจะเลือกจากอะไรได้บ้าง นอกจากดีไซน์น่ารัก ๆ แต่พอหาข้อมูลและคุยกับคุณหมอ ก็ได้ข้อสรุปมาว่าสิ่งที่เราต้องมองหาคือ:

1. สัญลักษณ์ BPA Free สำคัญมาก!

  • ทำไมต้อง BPA Free? BPA (Bisphenol A) เป็นสารเคมีที่มักใช้ในการผลิตพลาสติกบางชนิดค่ะ ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าถ้าได้รับ BPA มากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของเด็กได้
  • ดูตรงไหน? สัญลักษณ์ BPA Free มักจะอยู่ใต้ขวด หรือบนฉลากสินค้าค่ะ สังเกตดี ๆ จะมีรูปวงกลมที่มีลูกศรวนเป็นสามเหลี่ยมพร้อมตัวเลขระบุประเภทพลาสติก (เลข 7 มักจะเป็นพลาสติกที่อาจมี BPA แต่ถ้ามีคำว่า BPA Free กำกับก็ใช้ได้) แต่ถ้าเป็นพลาสติกประเภท PP (เลข 5) หรือ Tritan (ไม่มีตัวเลขระบุ) ส่วนใหญ่จะปลอด BPA อยู่แล้วค่ะ

2. วัสดุยอดนิยมที่ปลอดภัย

หลังจากที่ลองใช้มาหลายแบบ ก็พอจะสรุปวัสดุที่ใช้กับลูกได้สบายใจดังนี้ค่ะ

  • พลาสติก PP (Polypropylene): เป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดี ไม่ค่อยมีสารเคมีปนเปื้อน และน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่อาจจะยังทำหล่นบ่อย ๆ
  • พลาสติก Tritan: ตัวนี้จะใสและแข็งแรงกว่า PP ทนทานต่อการตกกระแทกได้ดีกว่า และที่สำคัญคือเป็น BPA Free 100% ส่วนตัวชอบ Tritan มากค่ะ เพราะทนทาน ไม่เป็นรอยง่าย แถมยังล้างง่ายด้วย
  • สแตนเลส (Stainless Steel): วัสดุนี้ทนทานที่สุด เก็บอุณหภูมิได้ดีมาก ๆ ทั้งร้อนและเย็น เหมาะกับการพกพาไปข้างนอก แต่ข้อเสียคือน้ำหนักเยอะกว่าพลาสติกและราคาสูงกว่าค่ะ
  • แก้ว: เป็นวัสดุที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ทิ้งกลิ่นหรือรสชาติ แต่แน่นอนว่าแตกง่าย ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กเลยค่ะ

สัญญาณเตือนว่า “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน” ขวดน้ำลูกแล้วนะ

ต่อให้เลือกวัสดุดีแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลา ขวดน้ำก็มีอายุการใช้งานของมันค่ะ สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องทิ้งขวดเก่าแล้ว มีดังนี้ค่ะ

1. มีรอยขีดข่วนหรือรอยแตก

เมื่อไหร่ที่เห็นรอยขีดข่วน โดยเฉพาะรอยลึก ๆ ที่ตัวขวดพลาสติก หรือรอยแตกเล็ก ๆ ที่อาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ควรรีบเปลี่ยนทันทีค่ะ เพราะรอยเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดี และยังเป็นสัญญาณว่าพลาสติกเริ่มเสื่อมสภาพ อาจจะมีการปล่อยสารเคมีออกมาได้ง่ายขึ้น

2. สีขวดเริ่มเปลี่ยน หรือมีคราบฝังแน่น

ถ้าขวดน้ำพลาสติกที่เคยใสเริ่มขุ่นเหลือง หรือมีคราบฝังแน่นที่ล้างไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำผลไม้ นม หรือคราบตะกรัน นั่นเป็นสัญญาณว่าวัสดุเริ่มเสื่อมสภาพแล้วค่ะ และคราบเหล่านั้นก็อาจจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน

3. มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดค้าง

บางทีล้างขวดน้ำสะอาดแล้ว แต่ยังได้กลิ่นเหม็นอับ หรือกลิ่นแปลก ๆ ติดอยู่ นั่นหมายความว่าขวดนั้น ๆ เริ่มมีปัญหาแล้วค่ะ อาจจะเป็นกลิ่นจากวัสดุที่เสื่อมสภาพ หรือเชื้อโรคที่สะสมอยู่ตามซอกมุมที่ล้างไม่ถึง

4. จุกดูด/หลอดดูดเริ่มบวม เปื่อย หรือมีรอยกัด

ส่วนที่สำคัญอีกอย่างคือจุกดูดหรือหลอดดูดค่ะ ถ้าเริ่มเห็นว่าจุกดูดบวม เปื่อย มีรอยกัดขาด หรือเริ่มเปลี่ยนสี ควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะอาจเป็นอันตรายจากการสำลัก หรือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ง่ายมาก ๆ

จากประสบการณ์ตรง ส่วนตัวจะเปลี่ยนขวดน้ำพลาสติกทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี หรือเร็วกว่านั้นถ้าเห็นร่องรอยความเสียหายค่ะ ส่วนขวดสแตนเลสอาจจะใช้ได้นานกว่า แต่ก็ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพภายในและจุกดูดอยู่เสมอเช่นกันค่ะ การใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเราปลอดภัยและมีสุขภาพดีได้ไม่ยากเลยค่ะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับของใช้ในครัวและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นได้ที่นี่ค่ะ

ความคิดเห็น

KitzYou — บทความและคู่มือเลือกซื้อ