
สมัยก่อนตอนเริ่มชงกาแฟเองที่บ้านใหม่ๆ ผมเคยเจอปัญหาเรื่องรสชาติกาแฟไม่สม่ำเสมอ บดทีไรก็ได้ผงไม่เท่ากันสักที แรกๆ ก็คิดว่าคงเป็นที่เมล็ดกาแฟ หรือไม่ก็ฝีมือการชงของเรายังไม่ถึง แต่พอได้ลองเปลี่ยนเครื่องบดเท่านั้นแหละครับ โลกกาแฟก็เปลี่ยนไปเลย
ตอนนั้นผมใช้เครื่องบดมือหมุนราคาถูกๆ คิดว่าแค่บดได้ก็พอแล้ว แต่ปรากฏว่ามันไม่พอจริงๆ ครับ รสชาติกาแฟที่ได้มันจืดบ้าง ขมบ้าง สกัดไม่ทั่วถึงบ้าง จนมานั่งทบทวนถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องบดสองแบบหลักๆ คือ "มือหมุน" กับ "ไฟฟ้า" ว่ามันส่งผลต่อรสชาติและประสบการณ์การชงยังไงบ้าง
1. ความสม่ำเสมอของขนาดผงบด (Grind Consistency)
นี่คือหัวใจสำคัญของการบดกาแฟเลยครับ ถ้าผงกาแฟที่บดออกมามีขนาดไม่สม่ำเสมอ ผงละเอียดไปก็สกัดมากเกินไปจนขม ผงหยาบไปก็สกัดไม่พอจนจืด เครื่องบดมือหมุนราคาถูก มักจะมีแกนบดที่ไม่มั่นคง ทำให้เวลาบด เฟืองบดมันแกว่ง บดได้ผงที่มีขนาดต่างกันมากๆ
- มือหมุน: เครื่องบดมือหมุนดีๆ ที่มีแกนบดมั่นคง (แนะนำรุ่นที่มีแกนกลางเป็นสเตนเลสสตีลหนาๆ) จะให้ความสม่ำเสมอได้ดีเยี่ยมเทียบเท่าเครื่องบดไฟฟ้าแพงๆ เลยครับ แต่ถ้าเป็นรุ่นราคาประหยัด ต้องทำใจเรื่องความสม่ำเสมอหน่อย เหมาะกับคนที่ชงกาแฟแบบ French Press หรือ Drip ที่ไม่ซีเรียสเรื่องความละเอียดมากนัก
- ไฟฟ้า: ส่วนใหญ่จะให้ความสม่ำเสมอที่ดีกว่ามือหมุนในราคาเดียวกัน ถ้าเป็นเครื่องบดไฟฟ้าแบบ Burr Grinder (เฟืองบด) จะดีกว่าแบบ Blade Grinder (ใบมีด) มากครับ เพราะใบมีดจะแค่สับเมล็ด ไม่ได้บด ทำให้ได้ผงกาแฟไม่สม่ำเสมอสุดๆ
2. ความร้อนจากการบด
การบดกาแฟจะเกิดความร้อนขึ้น ยิ่งบดเร็วหรือบดนาน ความร้อนยิ่งสูง และความร้อนนี่แหละครับที่ศัตรูของรสชาติกาแฟ เพราะมันจะทำให้สารหอมระเหยในกาแฟบางส่วนหายไป
- มือหมุน: ข้อดีคือบดได้ช้ากว่า ทำให้เกิดความร้อนน้อยกว่ามาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดึงรสชาติและกลิ่นอโรม่าของกาแฟออกมาได้เต็มที่ และชงกาแฟน้อยๆ ครั้งละ 1-2 แก้ว
- ไฟฟ้า: เครื่องบดไฟฟ้าโดยเฉพาะรุ่นมอเตอร์แรงๆ หรือรุ่นราคาถูกที่บดเร็วเกินไป อาจจะสร้างความร้อนสะสมได้เยอะกว่า แต่ถ้าเป็นรุ่นดีๆ ก็จะมีระบบจัดการความร้อนที่ดีขึ้น และเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการบดกาแฟในปริมาณมาก หรือชงกาแฟบ่อยๆ ในแต่ละวัน
3. ความสะดวกสบายและปริมาณการบด
ตรงนี้ก็ชัดเจนครับ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความถี่ในการชงกาแฟของคุณ
- มือหมุน: ใช้เวลาและแรงในการบดมากกว่า แต่ก็แลกมาด้วยความเงียบ และความเพลิดเพลินในการบดกาแฟด้วยตัวเอง เหมาะกับคนที่ชงกาแฟครั้งละไม่เกิน 30 กรัม หรือประมาณ 1-2 แก้ว และมีเวลาพิถีพิถันกับการชงกาแฟในตอนเช้า
- ไฟฟ้า: กดปุ่มเดียวจบ สะดวก รวดเร็ว เหมาะสำหรับคนที่ชงกาแฟหลายแก้วต่อวัน หรือชงให้คนในบ้านหลายคน รวมถึงคนที่ต้องการความรวดเร็วในการเตรียมกาแฟก่อนออกไปทำงาน
สรุปทริคเลือกเครื่องบดกาแฟ
จากประสบการณ์ตรง ผมสรุปได้ว่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องบดกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นมือหมุนหรือไฟฟ้า ลองถามตัวเองก่อนว่า:
- คุณชงกาแฟวันละกี่แก้ว? ถ้า 1-2 แก้ว มือหมุนดีๆ ก็เอาอยู่สบายๆ แต่ถ้า 3 แก้วขึ้นไป หรือชงให้คนอื่นด้วย ไฟฟ้าอาจตอบโจทย์กว่า
- วิธีการชงกาแฟที่คุณใช้คืออะไร? ถ้าเป็น French Press หรือ Drip ที่ไม่ต้องการความละเอียดสูงมาก มือหมุนราคาไม่แพงก็ยังพอไหว แต่ถ้าเป็น Espresso ที่ต้องการความละเอียดและสม่ำเสมอสูงมาก ต้องลงทุนกับเครื่องบดที่ดีหน่อย ไม่ว่าจะเป็นมือหมุนเกรดพรีเมียม หรือเครื่องบดไฟฟ้าสำหรับ Espresso โดยเฉพาะ
- งบประมาณที่คุณมีคือเท่าไหร่? ในงบเท่ากัน เครื่องบดมือหมุนดีๆ มักจะให้คุณภาพการบดที่ดีกว่าเครื่องบดไฟฟ้าในระดับเริ่มต้นครับ แต่ถ้ามีงบประมาณมากพอ เครื่องบดไฟฟ้าดีๆ ก็จะให้ความสะดวกสบายและความสม่ำเสมอที่ดีเยี่ยม
ส่วนตัวผมตอนนี้มีทั้งสองแบบครับ มือหมุนไว้ชงตอนเช้าวันหยุดที่อยากละเมียดละไม ส่วนไฟฟ้าไว้บดตอนวันทำงานที่รีบๆ หรือตอนที่มีเพื่อนมาบ้านแล้วต้องชงหลายแก้ว การเลือกเครื่องบดที่ใช่ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ ครับ เพราะมันส่งผลต่อรสชาติกาแฟในแก้วของคุณโดยตรง เหมือนที่ คู่มือจาก KitzYou เคยแนะนำไว้ ลองศึกษาดูดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ จะได้ไม่พลาดตั้งแต่เริ่มต้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น