
สมัยก่อนตอนจัดปาร์ตี้ที่บ้านทีไร ต้องคอยกังวลเรื่องน้ำแข็งตลอด จะให้ซื้อแบบถุงก็เปลืองค่าส่ง บางทีก็ละลายไปครึ่งทาง หรือไม่ก็หมดไวเกินคาด ต้องวิ่งไปซื้อเพิ่มตลอด มันน่าหงุดหงิดจริงๆ ค่ะ เลยตัดสินใจซื้อเครื่องทำน้ำแข็งมาใช้เอง แต่ก็ไม่รู้จะเลือกแบบไหนดี กลัวเปลืองไฟ กลัวทำไม่ทันใจ บทความนี้จะมาแชร์ประสบการณ์จริงที่ลองผิดลองถูกมาแล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เครื่องทำน้ำแข็งที่ถูกใจ ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง
ปัญหาหลักที่เจอตอนเลือกซื้อเครื่องทำน้ำแข็ง
ตอนแรกที่ดูๆ เครื่องทำน้ำแข็งบ้าน ก็จะเน้นแต่ขนาดเล็กๆ เพราะคิดว่าประหยัดไฟดี แต่พอเอามาใช้จริงๆ เท่านั้นแหละ! เจอปัญหาใหญ่เลยคือ "ทำน้ำแข็งไม่ทัน" เวลาเพื่อนมากันหลายคน หรือจัดบาร์บีคิวกลางแจ้งที่ต้องใช้น้ำแข็งเยอะๆ บางทีน้ำแข็งหมดตั้งแต่ครึ่งทาง ต้องมานั่งรอใหม่ แถมบางรุ่นก็เสียงดังมากจนรบกวนคนในบ้านอีก
ทริคเลือกเครื่องทำน้ำแข็งให้พอดีกับการใช้งาน
1. คำนวณปริมาณน้ำแข็งที่ใช้จริง
อันนี้สำคัญมากค่ะ! อย่ามองข้ามปริมาณน้ำแข็งที่เราใช้ต่อวันจริงๆ ถ้าแค่ดื่มคนเดียววันละแก้วสองแก้ว เครื่องทำน้ำแข็งขนาดเล็กที่ผลิตได้ประมาณ 12-15 กก./วัน ก็พอแล้วค่ะ แต่ถ้าบ้านไหนชอบจัดปาร์ตี้บ่อยๆ หรือมีสมาชิกในบ้านหลายคน ควรเลือกเครื่องที่ผลิตน้ำแข็งได้ 20-25 กก./วันขึ้นไป จะช่วยให้มีน้ำแข็งพอใช้ได้ตลอด ไม่ต้องรอนาน
- สำหรับ 1-2 คน หรือใช้แค่บางโอกาส: เลือกขนาด 12-15 กก./วัน
- สำหรับครอบครัวเล็ก หรือจัดปาร์ตี้เล็กๆ: เลือกขนาด 15-20 กก./วัน
- สำหรับบ้านที่จัดปาร์ตี้บ่อย หรือครอบครัวใหญ่: เลือกขนาด 20-25 กก./วันขึ้นไป
2. เลือกกำลังไฟให้เหมาะสม ไม่ต้องกลัวเปลือง
หลายคนกังวลเรื่องค่าไฟของเครื่องทำน้ำแข็งใช่ไหมคะ? จริงๆ แล้วเครื่องทำน้ำแข็งสำหรับบ้านส่วนใหญ่จะกินไฟไม่เยอะเท่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นอื่น เช่น ตู้เย็น หรือเครื่องปรับอากาศ โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 100-200 วัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ถ้าเราเลือกเครื่องที่ผลิตน้ำแข็งได้เร็วและมีฉนวนเก็บความเย็นที่ดี ก็จะยิ่งประหยัดไฟได้มากขึ้น เพราะเครื่องไม่ต้องทำงานบ่อยเพื่อรักษาน้ำแข็งให้คงสภาพค่ะ ลองมองหารุ่นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จะช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้นค่ะ
3. คุณภาพน้ำแข็งและฟังก์ชันเสริมที่น่าสนใจ
น้ำแข็งที่ได้จากเครื่องทำน้ำแข็งก็มีหลายแบบนะคะ ทั้งแบบก้อนสี่เหลี่ยม แบบกลม หรือแบบนักเก็ต ซึ่งแต่ละแบบก็ละลายไม่เท่ากัน ถ้าชอบน้ำแข็งที่ละลายช้าๆ แนะนำแบบก้อนกลม หรือก้อนใหญ่ๆ หน่อยค่ะ ส่วนฟังก์ชันเสริมที่ส่วนตัวคิดว่ามีแล้วดีคือ:
- ระบบทำความสะอาดตัวเอง: อันนี้ช่วยประหยัดแรงไปได้เยอะเลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งขัดเครื่องเองบ่อยๆ
- หน้าจอแสดงผล: ช่วยให้เราเช็กสถานะการทำงานได้ง่ายขึ้น
- ถังเก็บน้ำแข็งขนาดใหญ่: ถ้าเลือกเครื่องที่ผลิตได้เยอะ ก็ควรมีถังเก็บที่จุพอด้วยนะคะ
ถ้าอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีเลือกเครื่องทำน้ำแข็งให้เหมาะกับบ้าน ลองเข้าไปอ่านใน บทความนี้ ได้เลยค่ะ มีข้อมูลครบถ้วนมากๆ
4. เสียงรบกวนและการดูแลรักษา
ตอนแรกไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย แต่พอได้เครื่องที่เสียงดังมาจริงๆ ก็ค่อนข้างรบกวนค่ะ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ควรเลือกรุ่นที่ระบุว่าทำงานเงียบ หรือมีค่าเดซิเบล (dB) ต่ำๆ จะดีกว่า ส่วนเรื่องการดูแลรักษา หลักๆ ก็คือทำความสะอาดถังน้ำและส่วนที่สัมผัสน้ำแข็งเป็นประจำ เพื่อสุขอนามัยที่ดีค่ะ
สรุปทริคติดตัว
ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องทำน้ำแข็ง ให้ลองคิดถึงจำนวนคนในบ้าน ปริมาณน้ำแข็งที่ใช้บ่อยๆ และความถี่ในการจัดปาร์ตี้ จะช่วยให้เลือกขนาดที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น จากนั้นค่อยมาดูเรื่องกำลังไฟ ฟังก์ชันเสริม และเสียงรบกวนค่ะ การลงทุนกับเครื่องทำน้ำแข็งดีๆ สักเครื่อง จะช่วยให้ชีวิตในครัวสะดวกสบายขึ้นเยอะเลย ไม่ต้องวิ่งซื้อน้ำแข็งอีกต่อไปแล้ว!
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น